เป็นเวลาร่วมสี่ทศวรรษแล้วที่ประเทศไทยได้ให้การคุ้มครองแก่ผู้คนที่ต้องหนีภัยการสู้รบและความไม่สงบยืดเยื้อในเมียนมา ปัจจุบันมีผู้หนีภัยการสู้รบประมาณ 110,000 คน อาศัยอยู่ใน 9 พื้นที่พักพิงชั่วคราว ตลอดแนวชายแดนไทย–เมียนมา ท่ามกลางบ้านไม้ไผ่และหลังคาใบไม้ ชีวิตที่นี่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน — ข้อจำกัดการเดินทาง โอกาสในการทำงานที่มีอย่างจำกัด และอุปสรรคต่อการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
แต่ภายใต้ความท้าทายเหล่านี้ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างเงียบ ๆ — ผู้หนีภัยการสู้รบลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเองในการเข้าถึงสิทธิและความเป็นธรรม หนึ่งในเรื่องราวที่โดดเด่นนี้คือ ซอ เด เด หรือ ซอเร จากพื้นที่พักพิงชั่วคราวแม่ละ ผู้ที่ทุ่มเททำงานเพื่อชุมชนมานานเกือบ 20 ปี
สร้างกระบวนการยุติธรรมจากภายใน
เมื่อองค์การ International Rescue Committee (IRC) เริ่มโครงการศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย (Legal Assistance Center: LAC) ในปี 2550 เป้าหมายไมได้จำกัดเพียงการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้คนในชุมชนพื้นที่พักพิงชั่วคราวสามารถจัดการปัญหาทางกฎหมายได้ด้วยตนเอง
ผู้หนีภัยการสู้รบจำนวนมากประสบปัญหาในการทำความเข้าใจกฎหมายไทย และไม่รู้ว่าจะหาความช่วยเหลือจากที่ใดเมื่อสิทธิของพวกเขาถูกละเมิด ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทาง คดีทางกฎหมายส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเข้าสู่ระบบยุติธรรมอย่างเป็นทางการได้ ทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาการไกล่เกลี่ยหรือกระบวนการยุติธรรมแบบดั้งเดิมที่มีอยู่ภายใน
เพื่ออุดช่องว่างสำคัญนี้ IRC จึงได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย และร่วมมือกับ UNHCR จัดตั้ง โครงการอาสาสมัครกฎหมายชุมชน (Community Legal Volunteer: CLV) ขึ้น
หลักคิดของโครงการเรียบง่ายแต่ทรงพลัง — คือการคัดเลือกคนในชุมชนที่ได้รับความไว้วางใจ มีความตั้งใจเรียนรู้ และมีหัวใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อฝึกอบรมให้มีความรู้ด้านกฎหมายพื้นฐาน ความเข้าใจด้านสิทธิ การบันทึกข้อมูลคดี และขั้นตอนการประสานส่งต่อ

อาสาสมัครเหล่านี้ — ที่มักถูกเรียกว่าอาสาสมัครกฎหมายชุมชน — จึงกลายเป็น ด่านแรกของการเข้าถึงความยุติธรรม ภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราว พวกเขารับฟังผู้เสียหาย บันทึกข้อมูลอย่างถูกต้อง และประสานคดีไปยังหน่วยงานรัฐไทยหรือองค์กรมนุษยธรรมเมื่อจำเป็น
เมื่อเวลาผ่านไป อาสาสมัครกฎหมายชุมชนได้กลายเป็น สะพานเชื่อมระหว่างชุมชนผู้หนีภัยการสู้รบกับระบบยุติธรรมภายนอก — ได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่าย
“เมื่อก่อน กฎหมายรู้สึกเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเรา” ซอ เด เด เล่าย้อนความ “เมื่อคนเจอปัญหา พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร หรือควรไปคุยกับใคร แต่เมื่อพวกเขาเห็นคนในชุมชนตัวเองอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เขาก็เริ่มเชื่อว่าความยุติธรรมสามารถทำงานให้กับพวกเขาได้จริง”
เส้นทางการอาสาและการเติบโต
ซอ เด เด เดินทางมายังประเทศไทยในปี 2549 หลังเหตุความรุนแรงปะทุขึ้นในหมู่บ้านของเขาในเมียนมา
เขาตั้งรกรากอยู่ในบ้านหลังเล็กๆในพื้นที่พักพิงชั่วคราวแม่หละ สองปีถัดมา ในปี 2551 เขาเริ่มอาสาทำงานกับโครงการหลักนิติธรรมของ IRC ในบทบาท ผู้ช่วยงานชุมชน (CBA) ช่วยเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ให้กับคนในชุมชน บุคลิกที่สุขุมและทักษะการรับฟังของเขาทำให้เขาได้รับความเคารพอย่างรวดเร็ว
เมื่อโครงการอาสาสมัครกฎหมายชุมชนเริ่มต้นในปี 2559 เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่สมัครเข้าร่วม
“ผมไม่ได้เรียนสูงมากนัก” เขากล่าว “แต่ผมรู้วิธีคุยกับผู้คน และช่วยให้เขาแก้ปัญหาได้ ผมอยากเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้ช่วยคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น”

เมื่อเวลาผ่านไป ซอ เด เดกลายเป็นหนึ่งในอาสาสมัครที่มีประสบการณ์มากที่สุดในพื้นที่พักพิงชั่วคราว
เขาทำงานใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ IRC เจ้าหน้าที่ไทย และผู้บังคับการพื้นที่พักพิงชั่วคราวของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้มั่นใจว่าคดีที่ร้ายแรง เช่น ความรุนแรงทางเพศ การละเมิดสิทธิเด็ก ความรุนแรงในครอบครัว ได้รับการรายงานและดำเนินการอย่างถูกต้อง
ทุกวันนี้ เขายังปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้นำชุมชนควบคู่ไปด้วย แต่หัวใจของเขายังคงมุ่งมั่นบนเส้นทางอาสาสมัครกฎหมายชุมชนเหมือนเดิม เขายังคอยแนะนำและสนับสนุนอาสาสมัครรุ่นใหม่ พร้อมย้ำเตือนเสมอว่า “การรับฟัง ความเข้าใจ และความอดทนสำคัญพอๆ กับความรู้ด้านกฎหมาย”
ความยุติธรรมเพื่อผู้ที่เปราะบางที่สุด
หนึ่งในคดีที่ ซอ เด เดยังคงจำได้อย่างแม่นยำเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อหญิงสาวที่มีความบกพร่องด้านสุขภาพจิตถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้กระทำผิดที่ไม่ทราบตัวตน มันเป็นหนึ่งในคดีที่ทีมต้องเผชิญความยากที่สุด เพราะผู้เสียหายไม่สามารถสื่อสารได้อย่างสะดวกพี่สาวของเธอจึงต้องเป็นผู้ให้ข้อมูลแทนตลอดกระบวนการ
ด้วยบทบาทอาสาสมัครกฎหมายชุมชน ซอ เด เดจึงเข้ามามีส่วนสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นคดี เขาให้คำแนะนำด้านกฎหมายพื้นฐานแก่ครอบครัวผู้เสียหาย ช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายไทยและขั้นตอนต่อไปที่ควรกระทำ จากนั้นเขาได้ประสานส่งต่อคดีไปยังทีมกฎหมายของ IRC เพื่อเข้าสู่การจัดการคดีอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดช่วงการสืบสวนที่ยาวนาน เขาคอยอัปเดตความคืบหน้าให้ครอบครัวทราบ
ประสานงานกับทีมคุ้มครองสหวิชาชีพ ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวรวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้คดีจะมีความซับซ้อนแต่กระบวนการพิจารณาคดีได้ดำเนินไปตามระบบยุติธรรมไทย
จนในที่สุดศาลมีคำพิพากษาตัดสินและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพภายใต้กระทรางยุติธรรม ได้อนุมัติเงินเยียวยาจำนวน 50,000 บาท โดย IRC ช่วยประสานงานให้แก่ครอบครัวผู้เสียหาย
“มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน” ซอ เด เดกล่าว “แต่มันคือการแสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมสามารถไปถึงผู้ที่ถูกมองข้ามมากที่สุดและมันทำให้ผู้คนมีกำลังใจที่จะออกมาพูดเมื่อพวกเขาประสบเหตุร้าย”

บทบาทของอาสาสมัครกฎหมายชุมชนในการคุ้มครองผู้หนีภัยการสู้รบ
เรื่องราวของซอ เด เด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมที่สร้างจากคนในชุมชนสามารถสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงได้มากเพียงใด ในพื้นที่ที่การเข้าถึงศาลหรือระบบยุติธรรมอย่างเป็นทางการมีอย่างจำกัด อาสาสมัครกฎหมายชุมชนมักเป็นด่านแรก — และบางครั้งเป็นด่านเดียว — ที่ผู้หนีภัยการสู้รบสามารถพึ่งพาได้
พวกเขาช่วยให้ผู้คนเข้าใจสิทธิของตนเอง บันทึกคดีอย่างถูกต้อง และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในชุมชนบานปลาย นอกจากนี้ พวกเขายังทำงานเพื่อลดอคติและการตีตราต่อประเด็นอ่อนไหว เช่น ความรุนแรงทางเพศ และความพิการ โดยให้ความสำคัญต่อศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัวของผู้เสียหายเป็นหลัก
ปัจจุบัน เครือข่ายอาสาสมัครกฎหมายชุมชนของ IRC ดำเนินการใน 5 พื้นที่พักพิงชั่วคราว ในจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน โดยอาสาสมัครกฎหมายชุมชนทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมสำคัญระหว่างผู้หนีภัยการสู้รบ หน่วยงานรัฐไทย และกระบวนการยุติธรรม อย่างมีประสิทธิภาพ
อาสาสมัครหลายคน เช่น ซอ เด เด ได้อุทิศตนทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี — ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงหรือรายได้ แต่เพราะความเชื่อมั่นที่ต้องการเห็นความเป็นธรรมเกิดขึ้นจริงในชุมชน
คุณค่าที่คงอยู่
ทุกวันนี้ ขณะที่เขาต้องรับบทบาททั้งในฐานะผู้นำชุมชนและอาสาสมัครกฎหมายชุมชนไปพร้อมกัน ซอ เด เดยังคงเป็นสัญลักษณ์ของพลังอันเงียบสงบและมั่นคง การเดินทางของเขา จากผู้หนีภัยการสู้รบสู่ผู้พิทักษ์สิทธิของชุมชน สะท้อนเจตนารมณ์ของโครงการอาสาสมัครกฎหมายชุมชน (CLV) ได้อย่างชัดเจน — นั่นคือการเสริมพลังให้ผู้หนีภัยการสู้รบไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่สามารถสร้างระบบแห่งความเป็นธรรม ความรับผิดชอบ และความเคารพให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง
ด้วยความทุ่มเทของอาสาสมัครอย่างซอ เด เด ความยุติธรรมในพื้นที่พักพิงชั่วคราวจึงไม่ใช่แนวคิดที่คลุมเครืออีกต่อไป แต่มันปรากฏอยู่ในการสื่อสารทุกครั้ง การไกล่เกลี่ยทุกเหตุการณ์ และการยืนหยัดด้วยความกล้าหาญทุกครั้งที่ช่วยรักษาความสามัคคีของชุมชน — พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้อยู่ในสถานการณ์พลัดถิ่น ผู้คนก็สามารถสร้างรากฐานของสิทธิและศักดิ์ศรีของตนเองได้
About the International Rescue Committee
อินเตอร์เนชันแนล เรสคิว คอมมิตตี (IRC) เป็นองค์กรมนุษยธรรมระดับโลก ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2476 โดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องหนีภัยจากการประหัตประหารและความขัดแย้ง ปัจจุบัน IRC ดำเนินงานในมากกว่า 40 ประเทศและในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต เพื่อช่วยชีวิต ปกป้องสิทธิ และสนับสนุนให้ผู้คนสามารถสร้างชีวิตใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี โปรแกรมของ IRC ให้ความสำคัญกับการทำงานด้านสุขภาพ การคุ้มครอง การศึกษา การเสริมพลังทางเศรษฐกิจ และแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนต่อสถานะของผู้พลัดถิ่น
ในประเทศไทย อินเตอร์เนชันแนล เรสคิว คอมมิตตี (IRC) ได้ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เพื่อสนับสนุนผู้หนีภัยการสู้รบและแรงงานข้ามชาติที่มีความเปราะบางตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา เราให้บริการที่จำเป็น เช่น บริการด้านสุขภาพ การคุ้มครอง การช่วยเหลือทางกฎหมาย และการส่งเสริมด้านอาชีพแก่ผู้หนีภัยการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวและชุมชนโดยรอบ การช่วยเหลือฉุกเฉิน และการช่วยเหลือเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ IRC ยังสนับสนุนเส้นทางสู่ความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการขยายโอกาสในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบริบทผู้หนีภัยการสู้รบที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในประเทศไทย

![[BUR] တိတ်ဆိတ်နေသံများကို ချိုးဖျက်ခြင်း – သဘာဝဘေးသင့် လူထုရဲ့ မမြင်နိုင်တဲ့ ဒဏ်ရာတွေကို ကုစားပေးခြင်း](https://alternativelawgroups.ph/wp-content/uploads/2025/12/Braveheart-Photo-400x250.jpg)
![[ENG] From Refugee to Rights Advocate: How a Paralegal Became the Voice of Justice in the Camp](https://alternativelawgroups.ph/wp-content/uploads/2025/12/Image-9-400x250.jpg)