ท่ามกลางความพลุกพล่านและการจราจรที่แสนจะคับคั่งบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร อบอวลไปด้วยกลิ่นหลากหลายที่ไม่คุ้นเคย ทาริก (นามแฝง) กำลังดำรงชีวิตอยู่บนดินแดนที่ห่างไกลจากบ้านเกิดในปากีสถาน
ในฐานะอาสาสมัครชุมชนในเครือข่ายที่นำโดยผู้ลี้ภัย (RLN) ภายใต้การสนับสนุนของอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (AAT) ทาริกไม่เพียงแต่ได้เรียนรู้วิธีการเอาชนะอุปสรรคทางกฎหมายที่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยต้องเผชิญเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เพื่อนผู้ลี้ภัยผ่านความรู้และการสนับสนุนทางกฎหมาย เรื่องราวการปรับตัวเพื่อรับมือกับอุปสรรคภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดและท้าทายของทาริก บ่งบอกได้อย่างชัดเจนถึงเส้นทางอันยากลำบากซึ่งแม้แต่ผู้ลี้ภัยที่พร้อมรับมือกับความท้าทายมากที่สุดยังต้องเผชิญ
ทาริกเคยมีความสุขกับชีวิตในปากีสถาน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมที่คุ้นเคย เพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งอาหารท้องถิ่นจานโปรดอย่างข้าวหมก ทว่าเมื่อสูญเสียสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและสบายใจเหล่านี้ไป สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นและไร้ซึ่งเสถียรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อภัยคุกคามต่อชีวิตของเขาทวีความรุนแรงขึ้น ทาริกจึงจำใจต้องเดินทางออกจากประเทศเกิด โดยมุ่งหน้าเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในกรุงเทพฯ ในปี 2565 ด้วยความตื่นเต้นและเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่แล้วความจริงใหม่ที่ได้ประสบกลับสร้างความสะเทือนใจอย่างรุนแรงให้กับทาริก
หลังจากจัดการชีวิตได้อย่างราบรื่นจนถึงช่วงระยะหนึ่ง วีซ่าของทาริกก็หมดอายุลง จากนั้นความยากลำบากต่างๆ ก็เริ่มถาโถมเข้ามา โอกาสทางการศึกษามีทางเลือกน้อยลง ประกอบกับปัญหาทางการเงินทำให้ทาริกไม่สามารถสอบเทียบวุฒิการศึกษา (GED) ที่มหาวิทยาลัยสยาม และลงเรียนหลักสูตรออนไลน์ของบริติช เคานซิลได้
ในขณะเดียวกันโอกาสในการทำงานก็มีข้อจำกัดไม่ต่างกัน แม้ทาริกจะผ่านการฝึกอบรมให้สามารถทำงานเป็นนักบัญชีได้ก็ตาม แต่เขากลับได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยในอัตราที่ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าจ้างมาตรฐานของคนในประเทศ เนื่องจากภายใต้นโยบายการจ้างงานผู้ลี้ภัยของประเทศไทยที่เข้มงวดทำให้คุณสมบัติของเขาไม่ได้รับการรับรอง
ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาเมื่อสถานการณ์เลวร้ายลง กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดทำให้ทาริกแทบไม่กล้าออกจากบ้าน และยังต้องระวังการถูกจับกุมหรือการถูกเนรเทศ “ผมผ่านช่วงเวลานั้นไปได้อย่างยากลำบากเพราะไม่มีเพื่อน” ทาริกเล่าด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหดหู่กับสิ่งที่เขาประสบมาในช่วงปีแรก
แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดก็มาถึง เมื่อทาริกได้ลงทะเบียนเรียนภาษาและได้ฝึกงานเป็นผู้ช่วยสอนที่องค์การเยสุอิดสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย (JRS) เป็นเวลาสามเดือน จากนั้น ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 เขามีโอกาสได้เข้าร่วมฟังการนำเสนองานของ AAT ณ สถานที่ฝึกงานของเขา
ในตอนนั้น เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับ AAT และเครือข่ายที่นำโดยผู้ลี้ภัย (RLN) ของ AAT ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เสียงของผู้ลี้ภัยมีผู้รับฟังมากขึ้นและรับรู้ถึงการต่อสู้ดิ้นรน ของผู้คนที่ตกอยู่ในสภาพเหมือนเขา ในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองในจังหวัดอื่นๆ ประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยประมาณ 5,000 คนจาก 45 ประเทศ ผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่ไม่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการถูกกักขังโดยพลการ อีกทั้งยังถูกจำกัดการเข้าถึงงาน การศึกษา และการดูแลสุขภาพ
ทาริกตัดสินใจสมัครและเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครชุมชนของ AAT โดย AAT มีความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ RLN มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทย ช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถรณรงค์สนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงอันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเสริมสร้างศักยภาพทางกฎหมายให้กับผู้ลี้ภัยที่มีขอบเขตกว้างขึ้น งานของ AAT ครอบคลุมการเสริมสร้างศักยภาพทางกฎหมายในด้านต่างๆ ได้แก่ การมีความรู้ทางกฎหมาย การใช้กฎหมาย และการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย (Know, Use, and Shape the Law)
สมาชิก RLN มาจากภูมิหลังที่หลากหลายและเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับกลุ่มคนต่างๆ ในมหาวิทยาลัยและสถานที่อื่นๆ ที่พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมกับพลเมืองไทย RLN ทำหน้าที่เชื่อมโยงช่องว่างระหว่างผู้ลี้ภัยและองค์กรต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการสนับสนุนนโยบายและส่งเสริมโอกาสการเข้าถึงการศึกษาและการจ้างงานที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ลี้ภัย

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ทาริกได้เข้าร่วมงาน PILnet Global Forum ที่กรุงเทพฯ พร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน พวกเขาได้พบปะพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยในประเทศไทย และความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร พวกเขายังได้จัดทำวิดีโอรณรงค์ที่เน้นสถานการณ์ของมารดาและเด็กผู้ลี้ภัยที่ถูกกักตัวในสถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยพวกเขาได้นำเสนอวิดิโอนี้ในงานกิจกรรมและโพสต์บนเพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ AAT
ทาริกประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมการทำงานรูปแบบนี้ สมาชิกในทีมสามารถผสานมุมมองที่หลากหลายเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวและร่วมมือกันทำงานที่ได้รับมอบหมายผ่านการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์และปราศจากอคติ
RLN ได้มอบมิตรภาพและเป้าหมายให้กับทาริก ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าอยู่เพียงลำพังอีกต่อไป ปัจจุบันทาริกสนับสนุนชุมชนของเขาให้เข้าใจกลไกการคัดกรองผู้ลี้ภัยของประเทศไทย (NSM) และมาตรการคุ้มครองอื่นๆ จากการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เหล่านี้ทำให้เขาได้ช่วยให้ผู้ลี้ภัยเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงการถูกเอารัดเอาเปรียบและการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นในประเทศที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยแต่ไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951)
ทาริกได้เรียนรู้ทักษะความเห็นอกเห็นใจและการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่ตั้งใจจะนำไปใช้ต่อไป พร้อมทั้งวางแผนที่จะนำประสบการณ์นี้ไปใช้ในงานด้านมนุษยธรรมในอนาคต โดยจะสนับสนุนโครงการอาสาสมัครในประเทศที่สามใดก็ตามที่เขาย้ายไปการตั้งถิ่นฐานใหม่
ถึงกระนั้น ความท้าทายยังคงมีอยู่ ทาริกมีท่าทีหม่นหมองลงเมื่อถูกถามถึงความหวังของตนในอนาคต เขาหวังที่จะย้ายออกจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มั่นคงกว่า และแสดงความรู้สึกเสียดายความก้าวหน้าและประสบการณ์ในสายงานบัญชีของเขาที่ต้องสูญเสียไปหลายปี “ผมแค่อยากก้าวไปอีกก้าวหนึ่งสู่ชีวิตที่มั่นคง” เขากล่าว
เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำของเขาสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เขาได้เสนอแนะให้มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพิ่มเติมโดยมุ่งเป้าไปที่คนไทยในท้องถิ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญในประเทศนี้ ตลอดจนการลดการตีตราทางสังคมและส่งเสริมการบูรณาการผู้ลี้ภัยในประเทศไทย
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผู้ลี้ภัยมักรู้สึกว่าตนเองถูกมองข้ามและไม่มีใครรับฟัง เครือข่ายที่นำโดยผู้ลี้ภัย หรือ RLN ของ AAT พิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดเตรียมเครื่องมือทางกฎหมายให้กับชุมชนไม่เพียงแต่สร้างความรู้ แต่ยังสร้างความหวังให้กับพวกเขาอีกด้วย ดังที่ทาริกกล่าวไว้ว่า “การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน การสร้างผลกระทบที่มีความหมาย นั่นคือสิ่งที่ผลักดันผม”
ท่ามกลางภูมิทัศน์การโยกย้ายถิ่นฐานและสิทธิที่ซับซ้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องราวของผู้ลี้ภัยเช่นทาริกได้ย้ำเตือนเราถึงความสำคัญของการจัดหาชุมชน การเสริมสร้างศักยภาพทางกฎหมาย และความตระหนักรู้ถึงจุดมุ่งหมายแก่ผู้ที่เผชิญกับความไม่แน่นอนในการขอลี้ภัย

เกี่ยวกับอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย
อไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (AAT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสนับสนุนผู้ลี้ภัยในเขตเมืองในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย โดยการให้คำแนะนำทางกฎหมาย การฝึกอบรมในชุมชน และการเชื่อมต่อกับบริการในท้องถิ่น AAT ยังทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเพื่อรณรงค์สนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมความปลอดภัย เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย และสิทธิของผู้ลี้ภัยในการสร้างชีวิตใหม่และมีส่วนร่วมในสังคม


![[BUR] တိတ်ဆိတ်နေသံများကို ချိုးဖျက်ခြင်း – သဘာဝဘေးသင့် လူထုရဲ့ မမြင်နိုင်တဲ့ ဒဏ်ရာတွေကို ကုစားပေးခြင်း](https://alternativelawgroups.ph/wp-content/uploads/2025/12/Braveheart-Photo-400x250.jpg)
![[TH] จากผู้หนีภัยการสู้รบสู่ผู้พิทักษ์สิทธิ: เมื่ออาสาสมัครกฎหมายชุมชนกลายเป็นกระบอกเสียงแห่งความยุติธรรมในพื้นที่พักพิงชั่วคราว](https://alternativelawgroups.ph/wp-content/uploads/2025/12/Image-9-400x250.jpg)